จะมาเป็นสมาชิกแห่งโลกสีครามกันนั้นไม่ยากเลย
เพียงแต่เดินเข้าไปสมัครเรียนดำน้ำ
กับโรงเรียน
หรือร้านดำน้ำที่เปิดสอนหลักสูตรการดำน้ำที่มีอยู่หลายแห่งในเมืองไทย
โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวชายฝั่งทะเล
อย่างพัทยา
ตามหาดต่าง
ๆ
ของภูเก็ต
เกาะ พีพี
หาดทุ่งวัวแล่น
จังหวัดชุมพร
เกาะเต่า
เกาะสมุย
เกาะพะงัน
จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ตามชายหาดที่มีร้านดำน้ำที่เปิดสอนหลักสูตรดำน้ำเบื้องต้น
( Openwater Diving)
นักท่องเที่ยวสามารถเดินเข้าไปสมัครเรียนได้ทันที
หรือในกรุงเทพฯ
ก็มี
สถาบันสอนดำน้ำอยู่มากมายหลายแห่งด้วยกัน
แต่ละแห่งมีมาตรฐานการเรียนการสอน
ใกล้เคียงกัน
และราคาค่าสอนดำน้ำพอ
ๆ กัน คือ
ประมาณ 8,000
บาท
และค่าอุปกรณ์พื้นฐาน
(หน้ากาก
ตีนกบ บูท
สนอร์เกิล
และสายเข็มขัดตะกั่ว)
5,000 บาท |
เพื่อช่วยให้ท่านเลือกสรรสถานที่เรียนได้ง่ายขึ้น
สิ่งที่เราต้องคำนึงถึงก็คือ
ในปัจจุบันปัญหาการจราจรติดขัด
เป็นปัญหาใหญ่
เพราะฉะนั้นจึงควรเลือกเรียนกับสถานบันใกล้บ้าน
หรือใกล้ที่ทำงานที่การเดินทางไปมาสะดวก
เมื่อจบหลักสูตรแล้วร้านดำน้ำต่าง
ๆ
จะออกบัตรรับรองจากสถาบันดำน้ำสากล
2
สถาบันหลักของโลก
คือ PADI (Professional Association of
diving Instructors) หรือ NAUI (National
Association of Underwater Instructors)
เพื่อใช้แสดงเวลาต้องการเช่าหรือใช้อุปกรณ์ดำน้ำได้ทั่วโลก |
หลายคนอาจลังเลว่า
ว่ายน้ำไม่แข็งพอ
หรือใต้น้ำคงจะมีอันตรายสารพัด
หรือว่าคนแข็งแกร่งกล้าหาญเท่านั้นที่
จะเป็นนักดำน้ำได้
จริง ๆ
แล้วคุณสมบัติของนักดำน้ำนั้น
ไม่จำเป็นต้องมีอะไรพิเศษเพียงแต่อายุไม่ต่ำกว่า
15 ปี
อ่านออกเขียนได้
ว่ายน้ำเป็นบ้าง
มีสุขภาพดี
ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์เท่านั้นก็พอ |
เริ่มต้นการเรียน
ครูผู้ฝึกสอนจะทำการทดสอบการว่ายน้ำตัวเปล่า
(ไม่ใช้อุปกรณ์ช่วย)
ประมาณ 500
เมตร ซึ่ง
ไม่จำกัดเวลาหรืออาจจะพักเกาะขอบสระบ้าง
ครูฝึกมักทำ
เป็นไม่เห็น
เรียกว่าไม่เคร่งครัดนักในเรื่องของการ
ทดสอบว่ายน้ำ
ขอเพียงท่านว่าย
น้ำพอเป็นก็พอ
ใครที่ว่ายน้ำไม่แข็ง
อาจใช้เวลาในช่วงที่เรียนปฏิบัติฝึกว่ายน้ำไปทุก
วัน
กว่าจะจบก็คงช่วยให้ว่ายคล่องแคล่วขึ้นเยอะ
หลังจากทดสอบว่ายน้ำ
ครูผู้ฝึกสอน
ก็จะทดสอบการลอยตัวโดยไม่
ใช้อุปกรณ์ช่วยประมาณ
5 นาที
คล้าย ๆ
การทดสอบ
ว่ายน้ำ
คือไม่เคร่งครัดมากนัก
หากใครที่อ่อนในเรื่องการว่าย
น้ำการลอยตัว
ครูฝึกก็
จะจับฝึกว่ายน้ำ
ฝึกลอยตัวให้มากกว่าคนอื่นในระหว่างที่เรียน |
เมื่อทดสอบว่ายน้ำ
ลอยตัวเสร็จการเริ่มเรียนจะแบ่งเป็นเรียนทฤษฎีในห้องเรียน
จะสอนให้นักดำน้ำรู้จักเครื่อง
มือและอุปกรณ์ที่จำเป็นในการดำน้ำ
การใช้งาน
จากนั้นก็จะเรียนเกี่ยวกับฟิสิกส์และสรีรวิทยา
และการปรับตัวเข้ากับ
สภาพความกดดันใต้ผืนน้ำ
เนื่องจากใต้ผืนน้ำนั้น
ความกดดันจะเพิ่มสูงขึ้นตามระดับความลึก
จึงต้องมีหลักปฏิบัติ
ในการปรับตัวเข้ากับความกดดันในระดับต่าง
ๆ
ระยะเวลาในการดำน้ำ
ตารางการดำน้ำ
กระแสน้ำ
เพราะทะเลที่เรา
เห็นนอกจากจะมีคลื่นแล้ว
ใต้ผืนน้ำยังมีกระแสน้ำที่ไหลขึ้นลง |
นอกจากนี้นักดำน้ำยังต้องเรียนรู้ถึงการเจ็บป่วยอันอาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากการดำน้ำ
เช่น
ความเจ็บป่วยอันเกิด
จากการเปลี่ยนแปลงของความกดดัน
เนื่องเพราะความกดดันของน้ำทะเลนั้นในทุก
ๆ
ระดับความลึก
33 ฟุต จะมี
ความกดดันเพิ่มขึ้นอีก
1 เท่า
อากาศก็จะถูกกดให้ลดขาดลงไปด้วย
การเปลี่ยนระดับความลึก
จึงอาจเกิดการขยายตัว
ของอากาศที่อยู่ในถุงลมปอดทำให้ถุงลมปอดฉีกขาดได้
เรียกอาการนี้ว่า
"ปอดแตก"
หรือความกดดันอาจมีผลต่อ
แก้วหู
ต่อการไหลเวียนของกระแสเลือด
หรืออาจมีฟองอากาศตกค้างในเส้นเลือด
ซึ่งจะทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้
แต่
ไม่ต้องกลัวโรคหรืออาการเจ็บป่วยเหล่านี้
ร่างกายคนเรามีความสามารถที่จะป้องกันแก้ไข
หากได้เรียนรู้และปฏิบัติ
ตามกฎความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด
อาการเหล่านี้ก็จะไม่อาจเกิดขึ้น |
นอกจากอาการเจ็บป่วยอันอาจจะเกิดขึ้นจากการดำน้ำแล้ว
นักดำน้ำจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์
ที่เป็นอันตรายใต้ผืนน้ำ
ซึ่งหลายคนอาจจะกลัวเกรงทั้งที่ไม่เคยรู้จัก
ไม่เคยพบเห็น
อย่าง
ฉลามที่ใครต่อใครเกรงกลัว
แต่ผู้ที่เกรงกลัวส่วนใหญ่ไม่เคยดำน้ำเสียด้วยซ้ำ
แต่นักดำน้ำ
เองกลับปรารถนาที่จะดำลงไปดูฉลาม
ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะนักดำน้ำได้ผ่านการเรียนรู้
รู้จัก
อุปนิสัยและการใช้ชีวิตของฉลาม
พร้อมทั้งการปฏิบัติตัวเพื่อความปลอดภัยมาเป็นอย่างดี
นั่นเอง
ใต้ทะเลนั้น
บางทีฉลามตัวโต
ๆ
บางชนิดบางพันธุ์กลับไม่มีอันตรายกับนักดำน้ำเลย
แต่หอยตัวเล็ก
ๆ
เท่านิ้วมืออาจมีพิษเป็นอันตรายถึงขีวิตหากนักดำน้ำไปจับต้องโดยไม่รู้และ
โดนเข็มพิษมันเข้า
ซึ่งหากเมื่อได้เรียนรู้แล้วอันตรายเหล่านี้ก็แทบจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นเลยก็
ว่าได้ |
หลังจากเรียนทฤษฎีในห้องเรียนก็จะมีการสลับเรียนภาคปฏิบัติในสระว่ายน้ำ
หรือร้านดำน้ำบางแห่งที่อยู่ริม
ชายหาด
ก็จะถือโอกาสฝึกกันในทะเลจริง
ๆ
เริ่มต้นจากการประกอบอุปกรณ์ที่จะใช้ดำน้ำ
ประกอบสายเร็คกูเรเตอร์
เข้ากับถัง
และชูชีพหรือบีซี
หรือแบบที่มีลักษณะเป็นเสื้อแจ็คเก็ต
ฝึกเทคนิคการกระโดดลงน้ำ
ซึ่งจะมีหลายแบบ
เช่น
เท้าชิดกับการแยกเท้า
การม้วนหน้า
หรือการทิ้งตัวหงายไปข้างหลัง
ท่าลงน้ำต่าง
ๆ
จะมีประโยชน์ในการใช้ที่แตก
ต่างกัน |
ลงไปในน้ำก็จะต้องฝึกการเตะตีนกบในท่าต่าง
ๆ
ซึ่งหากไม่ถูกต้องก็จะทำให้การเคลื่อนไหวใต้น้ำไม่คล่อง
แคล่วว่องไวและไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
และอาจกินแรงทำให้เหนื่อย
จากนั้นจะฝึกการเคลียร์หน้ากาก
เพื่อล้าง
ความขุ่นมัว
หรือไล่น้ำที่เล็ดลอดเข้าไปทำให้วิสัยใต้น้ำไม่แจ่มชัด
ฝึกการถอดประกอบเครื่องดำน้ำ
ถังอากาศใต้น้ำไว้
เผื่อแก้ไขข้อขัดข้องยามฉุกเฉิน
ฝึกเรียนรู้ระบบบัดดี้หรือคู่ดำน้ำที่จะต้องดูแลช่วยเหลือกันตลอดระหว่างการดำน้ำ
การแชร์อากาศกันใต้น้ำเมื่อยามฉุกเฉิน
ที่คู่ดำน้ำคนใดคนหนึ่งเครื่องมือเกิดขัดข้องหรืออากาศหมด
ฝึกการช่วย
เหลือพาเพื่อนดำน้ำกลับสู่เรือ
การปฐมพยาบาลเบื้องต้น
การใช้ภาษาสัญลักษณ์
เพราะใต้น้ำไม่อาจสื่อสารกันด้วยคำ
พูด
จึงต้องใช้ภาษามือภาษาสัญลักษณ์แทน |
เมื่อเรียนจบตามหลักสูตรแล้วก็จะต้องออกสอบภาคทะเล
ซึ่งเมื่อสอบเสร็จครูฝึกดำน้ำก็จะแจ้งผลให้ทราบทันที
จากนั้นก็จะส่งผลการสอบผ่านไปยังสถาบัน
PADI หรือ NAUI
เพื่อออกประกาศนียบัตรและบัตรดำน้ำ
(Openwater Diving Licene)
เป็นการเรียนดำน้ำเบื้องต้นโดยสมบูรณ์
จากนี้ไปนักดำน้ำก็จะต้องดำน้ำหาประ
การณ์เอง
ซึ่งหากใครอยากที่จะเรียนต่อไปในขั้นสูงขึ้น
คือขั้นก้าวหน้า
หรือระดับผู้ช่วยครูฝึก
(Advance) หรือ
ขั้นที่ 3
คือ
ระดับครูฝึก
(Instructor)
ซึ่งจะเป็นขั้นที่ยากขึ้นไป
และมีคุณสมบัติที่ต้องผ่านประสบการณ์การดำน้ำ
และการทดสอบอย่างเข้มข้นอีกมากมายหลายขั้น
ก็สามารถทำได้
หากมีความพร้อมและประสบการณ์เพียงพอ |
แต่สำหรับการดำน้ำเพื่อการกีฬาและความบันเทิงนั้น
แค่จบการดำน้ำเบื้องต้นก็พอแล้ว
เพียงแต่ดำน้ำหา
ประสบการณ์และชั่วโมงดำบ่อย
ๆ
เข้าก็จะคล่องแคล่วไปเอง
ซึ่งในปัจจุบันการดำน้ำเพื่อการท่องเที่ยวใช้เวลาใน
การอบรมไม่นานนัก
เพียงแต่ไปยังสถานที่ท่องเที่ยว
ติดต่อบริษัทนำเที่ยวหรือที่พัก
ก็จะมีการอบรบพื้นฐานเบื้องต้น
และพาไปดำน้ำได้เลย
แต่จะไม่ได้รับใบประกาศนียบัตร |