นั่นหมายถึงการขาดแคลนเงินทอง
เครื่องอุปโภคบริโภค
และที่ร้ายที่สุดคือ¡ารขาดแคลนยา
ที่จะใช้บำบัดรักษาโรค
ทางการเรือนจำก็ไม่ยอมจ่ายยาหรือดูแลรักษาแต่ประการใด
ข้าวของเงินทอง
ที่ญาติส่งไปให้
ก็หายตกหล่นเสียเป็นส่วนใหญ่
นักโทษการเมืองแทบไม่ได้รับเครื่องอุปโภคบริโภค
และยาที่ทางบ้านส่งไปเลย
มารดาของสอ เสถบุตร
ได้พยายามทุกวิถีทางที่จะส่งของไปให้บุตรชาย
แต่ของเหล่านั้นก็ไปไม่ถึงยาเท่าที่จะหาได้นั้นได้จากการต้องซื้อจากเจ้าหน้าที่เรือนจำด้วยราคาแพงลิบลิ่ว
ซึ่งยานั้นอาจเป็นยาซึ่งญาติของ
นักโทษการเมืองนั่นเองที่ส่งไปให้
ต่อมาพระกล้ากลางสมร
อธิบดีกรมราชทัณฑ์ขณะนั้น
ได้มีคำสั่งให้นักโทษการเมืองที่มีอายุต่ำกว่า
60 ปีทั้งหมด
ทำงานกรรมกรเช่นเดียวกับนักโทษสามัญ
ทั้งนี้เป็นการผิดกฎของเรือนจำที่ว่า
นักโทษการเมือง
ซึ่งถือกันว่าเป็นนักโทษชั้นเยี่ยม
ย่อมได้รับการยกเว้นมิให้ต้องทำงานกรรมกร
หากให้ทำงานช่วยเจ้าหน้าที่
ควบคุมงาน หรือทำงานกี่ยวกับหนังสือหรือการบัญชีเท่านั้น
เบื้องหลังของคำสั่งนี้ก็คือ
การทำงานกรรมกร
จะทำให้นักโทษการเมืองได้มีโอกาสออกกำลังกาย
อันเป็นการต่อต้านโรคภัยไข้เจ็บให้เบาบางลง
ในการทำงาน กรรมกรนั้น
นักโทษการเมืองได้ถูกเกณฑ์
ให้ออกไปทำงานในป่า
โดยแบ่งออกเป็นหมู่ๆ
หมู่ละ 5 คนบ้าง 6 คน
บ้างงานที่ถูกกำหนดให้ทำนั้นมีทั้ง
ทำถนน ถางป่า โค่นต้นไม้
ดายหญ้า
ปราบที่สำหรับทำไร่ถั่ว
และไร่มันสำปะหลังซึ่งผลิตผลทางการ
เกษตรเหล่านี้เป็นสมบัติของค่ายคุมขังทั้งสิ้น
อันการกลั่นแกล้งให้นักโทษการเมืองต้องทำงานหนัก
กรำแดดกรำฝนในขณะที่เป็นไข้จับสั่น
ตลอดจน
การตัดหนทางมิให้ญาติได้มีโอกาสส่งเครื่องอุปโภคบริโภค
และยารักษาโรคไป
ให้นักการเมืองนั้น
เป็นเสมือน
คำสั่งประหารชีวิตนักโทษการเมืองโดยแท้
เพราะการขาดแคลนเงิน
อาหาร
ยารักษาโรคในถิ่นทุรกันดาร
ซึ่งเต็มไปด้วยเชื้อไข้จับสั่นอันร้ายแรง
ย่อมหมายถึงความตาย
อันที่จริงแล้ว
นักโทษการเมืองเท่าที่เหลืออยู่นี้
ล้วนเป็นผู้ที่ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต
แต่เมื่อได้รับการลดหย่อนโทษในวาระพิเศษต่างๆประกอบกับเป็นผู้
ประพฤติตนดี
โทษที่ได้รับจึงเหลือเวลาอีกเพียงสองปีเศษๆเท่านั้น
ดังนั้นหากพวกนักโทษการเมือง
รุ่นนี้ได้รับ
การปลดปล่อยให้พ้นโทษ
ก็อาจจะกลับมาเป็นเสี้ยนหนามของรัฐบาลขณะนั้นได้
วิธีที่ดีที่สุดที่จะตัดไฟแต่ต้นลม
ก็คือ
กลั่นแกล้งและบีบคั้นทั้งทางร่างกายและจิตใจ
เพื่อให้นักโทษการเมืองรุ่นนี้
ต้องมีอันเป็นไป
จนสูญสิ้นชีวิตที่เกาะเต่า
ด้วยพิษไข้จับสั่น
และความอดอยาก
ผลของการออกไปกรำแดดกรำฝนทำงานหนักในป่า
ในระหว่างฤดูฝนของปี 2486
นั้นเอง
ทำให้นักโทษการเมืองซึ่งไม่เคยกับการทำงานหนัก
ร่างกายขาดอาหารผ่ายผอมอ่อนแอ
และมีเชื้อไข้จับสั่นอยู่แล้วได้รับเชื้อไข้ป่าหรือไข้จับสั่นอย่างร้ายแรงเข้าอีกจึงกำเริบหนัก
และระบาดแพร่หลายไปอย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้ชีวิต
ของนักโทษการเมืองต้องสูญสิ้นไปถึงหกคน
ในช่วงระยะเวลาเพียงหกสัปดาห์
คนแรกที่ต้องสิ้นชีวิต
บนเกาะเต่าด้วยพิษไข้จับสั่นขึ้นสมอง
คือ
ร้อยเอกหลวงจักรโยธิน (ม.ล.บุษ
อิศรางกูร ณ อยุธยา)
ขณะที่
หลวงจักรโยธินไข้ขึ้นสูง
ดิ้นทุรนทุรายพร่ำเพ้อเรียกหาแต่ลูกเมีย
อาการหนักอยู่ในขั้นอันตราย
พระยาจินดา จักรรัตน์
ได้บริจาคยาฉีดแอตตาบรินให้หนึ่งหลอด
อาการก็ยังไม่ทุเลาลง
หม่อมเจ้าสิทธิพร
กฤดากร จึงประทานยาแคมเฟอร์ให้อีกหนึ่งหลอดก็หาประโยชน์อะไรมิได้
ด้วยหลวงจักรฯได้สิ้นชีวิตลงในเวลาอีกไม่กี่
ชั่วโมงต่อมา